วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

น้ำพระทัยหลั่งรินทั่วแผ่นดินไทย


เรื่อง   น้ำพระทัยหลั่งรินทั่วแผ่นดินไทย
ผู้เรียบเรียงบทความ  พลตรี หญิง จารุวรรณ สงฆ์ประชา
   โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายเป็นของมีคุณค่า และจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ศิลปะโบราณคดี เป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย ที่มีมาแต่อดีต ควรสงวนรักษาไว้ให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล

(พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๔)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ที่จดจำ 
          นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙  จนถึงวันนี้นับเป็นเวลา กว่า ๖๐ ปีแห่งรัชสมัย  พระราชปณิธานแห่งพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากกระแสพระราชดำรัสอันเป็นพระปฐมบรมราชโองการว่า  “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  กระแสพระราชดำรัสนี้  ยังก้องอยู่ในหัวใจชาวไทยทั้งชาติ  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  พสกนิกรชาวไทยต่างซาบซึ้งในพระราชหฤทัยและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่เปรียบมิได้  จนถึงวันนี้เราชาวไทยตระหนักแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ด้วยทศพิธราชธรรมอันเปี่ยมล้น  ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่ออาณาประชาราษฎร์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ   ด้วยพระปรีชาสามารถ และด้วยพระวิริยะอุสาหะต่อพระราช-กรณียกิจทั้งปวง  เพื่อช่วยราษฎรที่ยังยากจนในทุกภูมิภาค  ทรงเน้นการช่วยเหลือพสกนิกรด้วยการพัฒนาเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้ดีขึ้น  โดยมีหลักสำคัญเบื้องต้นคือให้ราษฎรพออยู่พอกินและสามารถพึ่งตนเองได้
       ตลอดเวลากว่า ๖๐ ปี ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างมากเพื่องานในโครงการพระราชดำริต่างๆ  แต่ก็มิได้ทรงท้อต่อความลำบากและความเหน็ดเหนื่อย  ทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้งานทุกขั้นตอนดำเนินไป  และสามารถให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนโดยส่วนรวม  ตลอดทั้งปีจะทรงแปรพระราชฐานเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  พระราชราชกรณียกิจส่วนใหญ่ของพระองค์  คือการวางแผนพัฒนาเพื่อความเจริญก้าวหน้า  และความมั่นคงในพื้นที่ทุกด้านอย่างสอดคล้องต้องกันเสมอ
       จากข้อเขียนตอนหนึ่งของ  ดร.สุเมธ    ตันติเวชกุล  เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ได้กล่าวว่า
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเน้นการช่วยเหลือให้ราษฎรสามารถ  “พึ่งตนเองได้”  โดยพระองค์จะมีแนวพระราชดำริในการพัฒนาเรียกว่า  “การระเบิดจากข้างใน”  คือต้องเข้าไปช่วยเหลือราษฎรในชุมชนต่างๆ  ให้มีความเข้มแข็ง ก่อนที่จะออกมาติดต่อกับสังคมภายนอก  ความช่วยเหลือต่างๆจะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและสภาพภูมิประเทศ  เป็นลักษณะของการเตรียมความพร้อมของชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้สามารถรับการบริการด้านการพัฒนาของรัฐในด้านต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเน้นในด้านจิตวิทยาอีกด้วย  ทรงมีพระราชดำรัสว่า  “เราต้องคำนึงถึงด้านจิตวิทยาด้วย  คือต้องไปให้เร็วที่สุด”  ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  ที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมิได้ถูกทอดทิ้งแต่ประการใด
   การดำเนินงานนั้น  พระองค์ทรงเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมโครงการเป็นสำคัญ  โดยประชาชนคือผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง  ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความประหยัดและผลประโยชน์จากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติให้มากที่สุด  ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องช่วยเหลือที่กำลังประสบความทุกข์ยากซึ่งต้องช่วยเหลือโดยด่วน
       หลักการในการพัฒนา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  จะทรงพิจารณาถึงปัญหาสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่เป็นหลักโดยเฉพาะความกระตือรือล้นของคนในพื้นที่รวมทั้งปัญหาและความต้องการของเขาเหล่านั้นเป็นพิเศษ  ทรงมีพระราชดำรัสว่า  “การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา  ภูมิประเทศทางสังคมวิทยา คือ นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนคิด อย่างอื่นไม่ได้  เราต้องแนะนำ  เราเข้าไปช่วยโดยที่จะคิดให้เขาเข้ากับเราให้ได้  แต่ถ้าเราไปแล้วเราไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ  แล้วอธิบายให้เขาเข้าใจหลักการเข้าไปพัฒนานี้ จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับวงจรของธรรมชาติอยู่เสมอ  เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ  การอนุรักษ์ฟื้นฟูรักษาธรรมชาติไว้ได้อย่างเหมาะสมในเรื่องสำคัญ ๓เรื่อง คือ ที่ดิน ป้าไม้ และน้ำ
      ในเรื่องที่ดิน  พระองค์ตระหนักดีว่า  ที่ดินที่มีอยู่มีอย่างจำกัดทรงหาวิธีแก้ไขด้วยการพยายามเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยอาศัยเทคนิคทางวิชาการที่เหมาะสมมาประยุกต์ไว้  รวมทั้งทรงหาวิธีพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่า  เพื่อจัดสรรแก่ผู้ไร้ที่ทำมาหากินได้ประกอบอาชีพ
     ในเรื่องป่าไม้  ทรงเห็นว่าป่าไม้มีประโยชน์ในแง่ของการอนุรักษ์ที่ดิน  เป็นต้นลำธาร  ทรงพยายามฟื้นฟูสภาพป่า  หาวิธีที่จะให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการปลูกป่าในลักษณะที่มีการทำเกษตรในรูปแบบต่างๆควบคู่ไปกับการปลูกปรับปรุงดูแลรักษาป่าไม้
   และในเรื่องของน้ำ  ได้แก่สร้างอ่างเก็บน้ำ  เหมือง  ฝาย  เพื่อรักษาน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง  และรักษาพื้นที่โดยรอบให้เกิดความชุ่มชื้น  ทรงเลือกสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆเป็นโครงการที่ให้ประโยชน์กับชุมชนระดับหมู่บ้าน  อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง  และขนาดเล็กให้เน้นประโยชน์ทางด้านการเกษตรเป็นหลัก
   จะเห็นได้ว่าพระราชกรณียกิจทั้งปวงแห่งพระองค์ท่าน  ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์โดยแท้จริง

ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในรายวิชานี้

    ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในรายวิชานี้



       สิ่งแรกเลย จากการที่ได้เรียนในรายวิชานี้ ทำให้ได้รับความรู้ เช่น การทำบล็อก ในปัจจุบันถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใช้งานง่าย โดยผู้เขียนไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมภาษา หรือโปรแกรมสำเร็จรูปใดๆ ก็ย่อมทำได้ และสามารถปรับแต่ง แก้ไขได้ง่าย บนหน้าจอ ณ เวลานั้นเลย ที่สำคัญได้รู้วิธีการสร้างบล็อก การใช้งาน และทำให้เราสนใจในเรื่องของการทำบล็อกมากขึ้นจึงทำให้เราอยากจะสืบค้นข้อมูลเกี่ยวข้องกับบล็อกว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ผลที่ได้มา มีดังนี้


  •  ข้อดี เจ้าของบล็อกมีอิสระที่จะนำเสนออะไรก็ได้ 
  •  ข้อเสีย เปิดโอกาสให้พวกป่วนเข้ามาเปิดบล็อก ก่อกวน
       อย่างไรก็ตามจากการที่ได้สร้างบล็อกขึ้นมาแล้ว ทำให้ได้รับเทคนิคต่างๆ ที่สำคัญสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง อยู่ที่เรากำหนดว่าต้องการแนวไหน  หรือต้องทำอย่างไรให้ผลงานออกมาอย่างที่เราต้องการไว้ สุดท้ายจากการที่ได้เรียนในรายวิชานี้ ได้รับสิ่งต่างๆ เรียนรู้แบบพึ่งพาตัวเองมากกว่า ซึ่งต้องเรียนในรูปแบบใหม่ เช่น ก่อนเรียน ต้องศึกษามาก่อน ยิ่งโลกปัจจุบัน ต้องเรียนในรูปแบบศตวรรษที่ 21 เรียกได้ว่าเป็นทักษะแห่งอนาคตใหม่